บทที่ 4 ภรรยาทางนิตินัย 2

เจตน์อุ้มร่างบางขึ้นไปบนห้องพัก ซึ่งวันนี้ตั้งใจจองไว้ห้องเดียว แม้ว่าปกติทั้งเขาและเธอต่างก็แยกห้องนอนกันยามเมื่ออยู่บ้าน แต่พอออกมาอย่างนี้ไม่รู้ว่าเพราะกลัวว่าจะไม่ปลอดภัยหรือแท้จริงแล้วเขาต้องการที่จะใกล้ชิดเธอกันแน่ ชายหนุ่มเลยบังคับให้ภรรยาต้องนอนห้องเดียวกับเขา โดยไม่ได้เตรียมใจเลยจริงๆ ว่าจะต้องมาเจอกับสาวน้อยอัญมณีในเวอร์ชั่นนี้ ได้แนบชิดถึงเนื้อ จนกระทั่งเขาเองเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะสามารถระงับอารมณ์หนุ่มของผู้ชายไว้ได้อย่างที่ทำมาตลอดหรือเปล่า?

ซึ่งบอกตามตรง ว่ามันคงไม่ง่ายนักหรอกที่เอาใจออกห่างร่างงามที่ขาวผ่อง กลมกลึงไปทั้งตัวแบบนี้

ร่างสูงคิดกับตัวเอง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ขายาวเดินเข้าห้องไปและวางหญิงสาวลงบนเตียงอย่างเบามือ จากนั้นเขาก็ถอยออกมาตั้งสติคิดทบทวนถึงหลายเรื่องที่ผุดขึ้นมาในหัว

เขาไม่เคยรู้จักเธอมาก่อนเลย คือสิ่งแรกที่นึกขึ้นได้ แล้ววันนี้ก็ต้องยอมรับกับตัวเอง ว่าน้องสาวที่เห็นในวัยเด็กไม่ได้เติบโตมาเป็นอย่างที่ภาพลักษณ์ที่เห็นยามเมื่ออยู่ร่วมบ้านกัน

ในอดีต ... ตอนที่เขาอายุสิบห้า ส่วนอัญมณีอายุได้แค่ห้าขวบ น้องเป็นเด็กที่เรียบร้อยมาก หากแต่ไม่กลัวคนเลยแม้แต่น้อย พอจับให้นั่งตรงไหนก็สามารถอยู่ตรงนั้น โดยไม่มีงอแง ไม่วุ่นวายจนเป็นที่รำคาญใจ

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่หน้าตาเคร่งเครียดอย่างเขา ถึงเอื้อเอ็นดูและเข้ากับเธอได้ ทั้งที่ปกติเขาเองแทบไม่ยุ่งเกี่ยวกับเด็กคนไหน เนื่องจากว่าพอเข้าใกล้ เด็กเหล่านั้นเป็นต้องร้องไห้จ้าทุกที

ซึ่งเวลานั้นเป็นช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปีที่เขาได้ใกล้ชิดเด็กน้อยแก้มซาลาเปาคนนี้ ก่อนที่เขาจะสอบติดมหาลัยในกรุงเทพฯ และย้ายไปอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเรียนจบปริญญาโท ซึ่งพอรวมระยะเวลาที่ทำงานด้วยก็กินเวลาไปเป็นสิบปี โดยไม่มีการติดต่อกับเธอเลยสักครั้งเดียว กลับมาอีกครั้ง ก็ตอนที่เขาอายุยี่สิบแปด ซึ่งเป็นเป็นช่วงเวลาที่อัญมณีเข้ามหาวิทยาลัย

เจตน์กลับมาสานต่อโรงงานการเกษตรของที่บ้านจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ซึ่งงานที่ทำก็เป็นไร่ผสมผสานที่ตั้งอยู่ต่างจังหวัด ถึงแม้ว่าจะเป็นจังหวัดที่ติดกับชานเมืองเชียงใหม่ แต่ด้วยอำเภอที่เขาอยู่มันก็ไกลออกไป และห่างไกลกับความเจริญเช่นห้างฯ หรือร้านสะดวกซื้ออยู่พอสมควร

จากตอนแรกที่พ่อกับแม่เขาปลูกและรับซื้อแค่ลำไยเข้ามาในโรงงานเพื่อแปรรูปส่งออกนอก แต่พอต้องทำเอง เจตน์ก็ได้ทำการเปิดโรงงานใหม่ ที่สามารถแปรรูปพืชผักหรือผลไม้อื่นๆ ได้ จนตอนนี้กลายเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างเติบโตพอสมควร

โดยเขารับผิดชอบงานทุกอย่างเพียงคนเดียว และได้ย้ายพ่อกับแม่กลับไปอยู่บ้านเดิมของพวกท่านที่ตัวเมือง ซึ่งก็เพื่อความสะดวกสบายของท่านเองในหลายๆ ด้าน สองคนแก่แล้ว ต้องอาศัยทั้งอาหารการกินที่ดีและโรงพยาบาล  

ซึ่งการที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวนี่แหละมั้ง เป็นเหตุผลสำคัญที่ท่านทั้งสองส่งอัญมณีเข้ามา แล้วมันก็เป็นไปอย่างที่ท่านคิดเลยว่า การมีเธออยู่ร่วมบ้าน มันทำให้คุณภาพชีวิตที่อยู่แบบตามมีตามเกิดของเขา ดีขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

หญิงสาวในวัยยี่สิบสามปี ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเธอเป็นผู้หญิงยุคใหม่ ที่ยังคงคุณค่าของผู้หญิงสมัยก่อนได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะเธอเป็นแม่บ้านแม่เรือน ในแบบที่เขามองจากภายนอกของลูกคุณหนูคนนี้ไม่เห็น

ซึ่งใครจะคิดว่าด้วยอายุเพียงเท่านี้ เธอกลับสามารถทนอยู่ต่างจังหวัดที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นชนบทขนานแท้ โดยไม่ปริปากบ่นหรือแสดงท่าทีเบื่อหน่ายให้เขาเห็น ไม่ว่าเขาจะกลับบ้านดึกค่ำมืดแค่ไหน เขามักจะเห็นเธออยู่ในบ้าน ในครัว หรือแม้แต่ในสวน ซึ่งนั่นเป็นความสบายใจเหลือเกินกับการที่ทำงานเหนื่อยๆ แล้วกลับบ้านมาเห็นใครสักคนกำลังรอคอย

อัญมณีทำให้เขาทึ่งในหลายเรื่องที่เธอทำ แต่ก็ไม่คิดเลยเช่นกันว่าวันนี้จะมาเจอเธออีกเวอร์ชั่นหนึ่งได้

และจริงอยู่ว่าเขาไม่ได้คาดหวังว่าเธอต้องเรียบร้อยเหมือนผ้าขาวสะอาดที่พับไว้ แต่ก็ไม่ได้คาดคิดไว้เหมือนกันว่าหญิงสาวจะห้าวหาญ ดื่มเหล้าดื่มเบียร์ในแบบฉบับที่เขาเองยังไม่คิดว่าจะสู้ได้

“พี่เจตน์หลงรักหนูแล้วใช่ม๊า? ถึงได้มองหนูด้วยสายตาแบบนี้”

แล้วเจตน์ก็ต้องสะดุ้ง เมื่อจู่ๆ คนที่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงก็เด้งตัวขึ้นนั่งแล้วพูดประโยคนั้นออกมา พร้อมกับมองเขาด้วยสายตาหยาดเยิ้ม จนเผลอตีความว่าเธอเชิญชวนให้ก้าวขาเข้าไปหา รู้ตัวอีกทีร่างสูงของเจตน์ก็นั่งลงบนเตียงกว้าง หันหน้าเข้าหาเธอและสบสายตาหวานฉ่ำของหญิงสาวอย่างไม่คิดหลบ

“คิดเองเออเอง ไม่อายหรือไงที่พูดมา”

อัญมณีส่ายหน้าตอบกลับไป ไม่มีแล้วไม่มีคำว่าอายเมื่อวินาทีนี้ สิ่งที่ได้ดื่มกินเข้าไป ยังทำหน้าที่ของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เธอไม่รู้หรอกว่าพูดอะไรไปบ้าง รู้แค่ว่าตอนนี้ใบหน้าร้อนชา ต่อให้แก้ผ้าต่อหน้าเขาก็ไม่รู้สึกว่าต้องอาย

“ไม่อายแล้วค่ะ” หญิงสาวเอียงคอมองเขา ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้คนที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นก็ยกมือเรียวของตนขึ้นมาวางไว้บนแก้มสากทั้งสองข้าง “ทีพี่เจตน์มองหนูด้วยสายตาแบบนี้ ยังไม่อายหนูเลย”

แล้วเธอก็สาธิตให้เขาดู ว่าเมื่อกี้เขามองเธอด้วยสายตาแบบไหน ซึ่งจากที่เจตน์เห็นเขามั่นใจว่าไม่มีทางปรือตาแบบนี้ใส่หญิงสาวแน่ และถ้าจะให้พูดตามตรง สายตาที่เขามองเธอมันแสดงออกถึงความต้องการ ไม่มีสักนิดเลยที่มันจะง่วงงุน เมามายแบบที่เธอทำ

“หนูคิดว่าต้องจบชีวิตแต่งงานของเราสองคนลงซะแล้ว แต่พอเห็นพี่มองหนูแบบเมื่อกี้ หนูว่า ... มันก็น่าจะยังพอมีหวัง ให้มันไปต่อได้นะคะ” อัญมณีพูดยาวเหยียด แม้แต่ละคำที่พูดจะชัดเจน แต่กว่าเธอจะพูดจบก็กินเวลาจนชายหนุ่มต้องลุ้นไปด้วยทุกคำ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป